พัฒนาการของอุตสาหกรรม 4.0 (industry 4.0) ในประเทศไทย จะเห็นว่าประเทศไทยได้มีการก้าวข้ามช่วงอุตสาหกรรม 1.0 จากการใช้แรงงานในการผลิตด้วยการปรับปรุงพัฒนาระบบการผลิตมาใช้เครื่องมือกล ส่งผลให้สามารถผลิตสิ่งของต่างๆ ได้คราวละมากๆ และสามารถทำซ้ำได้อย่างต่อเนื่อง ในขั้นตอนนี้เราเรียกได้ว่าเป็นช่วงของอุตสาหกรรม 2.0 ซึ่งในขั้นตอนการผลิตและการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์จะอาศัยฟอร์มบันทึกผลการทำงานในลักษณะต่างๆ มากมาย และพบว่ามีข้อผิดพลาดจากขั้นตอนการจดบันทึกข้อมูลและการถ่ายโอนข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อวิเคราะห์ผล อีกทั้งยังใช้เวลาในขั้นตอนนี้ค่อนข้างมากทำให้หลายๆ บริษัทพยายามนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้งานเพิ่มเติม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรม 3.0 แต่ก็ยังเป็นการทำงานที่แยกตามแผนก หรือตามส่วนงานที่เป็นอิสระจากกัน หรืออาจจะมีการเชื่อมโยงภายในเป็นกลุ่มเล็กๆเท่านั้น โดยทั่วไปจะมีการใช้งานในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หรืออุตสาหกรรมศักยภาพ ส่วนอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีใช้น้อยมาก ในขั้นตอนนี้หลายคน
คอลัมน์ Measure Expert เกิดขึ้นเนื่องจากหลายท่าน มีคำถามเกี่ยวกับการวัดด้านมิติ แต่ไม่รู้จะหาคำตอบได้จากที่ไหนหรือจะไปถามใคร สุมิพลฯ ได้รับเกียรติ อย่างสูงจาก อาจารย์อนุสรณ์ ทนหมื่นไวย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้มาช่วยไขข้อสงสัยและแนะนำ Tips หากผู้อ่านสนใจเรื่องใดเป็นพิเศษก็ขอเชิญสอบถามเข้ามาได้ที่ สุมิพลฯ จะพยายามหาคำตอบมาให้

ผู้คร่ำหวอดทางด้านงานมาตรวิทยาทางด้านมิติ มีผลงานทั้งการวิจัยและเป็นวิทยากรที่ได้รับความเชื่อถือในวงการมามากกว่า 20 ปี และเป็นอาจารย์พิเศษหลักสูตรวิศวกรรมมาตรวิทยา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

อนุสรณ์ ทนหมื่นไวย

หัวหน้าฝ่ายมาตรวิทยามิติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

อาจมีความวิตกกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล, ออโตเมชั่น หรือหุ่นยนต์มาใช้งานเพื่อทดแทนแรงงานคนซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับบุคลากรภาคแรงงานพื้นฐานต่อไปก็เป็นได้ เมื่อเราสามารถเชื่อมโยงข้อมูลในแต่ละจุดเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือที่เราเรียกว่า Internal of Thing :IOT ในกระบวนการทั้งหมดนี้เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรม 4.0

New call-to-action

จากห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ในหมายเลข 2, 3, 4 และ 5 (รูปที่ 1) พบว่าการใช้เครื่องมือวัดละเอียดด้านมิติหลากหลายลักษณะจำนวนมาก (รูปที่ 2) เราจะพัฒนาอย่างไรเพื่อให้การทำงานง่าย ลดเวลาจดบันทึกข้อมูลและการวิเคราะห์ผลการวัดได้รวดเร็ว จากปัญหาและอุปสรรคนี้ในกรณีตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ “Mitutoyo” ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมให้เครื่องมือวัดละเอียดลักษณะต่างๆให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพบนระบบปฏิบัติการที่เรียกว่า “MeasurLink”(รูปที่ 3)อ้างอิง: Mitutoyo catalog 2008 หน้า 18


การประยุกต์ใช้เครื่องมือวัดละเอียดที่มีระบบดิจิทัลที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมเพื่อช่วยลดเวลาและข้อผิดพลาดในการจดบันทึกและการถ่ายโอนข้อมูล อีกทั้งยังสามารถประมวลผลการวัดได้ทันที (Realtime)ซึ่งปัจจุบันโรงงานและสถานประกอบการส่วนใหญ่จะมีการควบคุมคุณภาพโดยใช้เครื่องมือทางสถิติ (Statistical Process Control) หรือ SPC สำหรับการควบคุมตัวแปรค่าเชิงปริมาณ (Variable) ซึ่งเป็นค่าที่สามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ แต่เมื่อเข้าไปดูในกระบวนการทำงานกลับพบว่าข้อมูลการวัดทั้งหลายที่พนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่จะต้องทำการจดบันทึก เพื่อนำไปป้อนลงในโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือนำมาพล็อตกราฟในชาร์ทควบคุม ในแต่ละขั้นตอนมีความผิดพลาดเกิดขึ้นบ่อย หากเราปรับปรุงระบบการวัดเป็นแบบอัตโนมัติโดยใช้เครื่องมือวัดละเอียดแบบดิจิทัลที่มีคุณภาพก็จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ลงได้

เครื่องมือวัดละเอียดแบบดิจิทัล เช่น ไมโครมิเตอร์ คาลิปเปอร์ไดอัลเกจ ไดอัลเทสอินดิเคเตอร์ ไฮเกจ โดยเฉพาะเครื่องมือวัดของ บริษัท มิตูโตโยฯ ที่มีเครื่องหมาย SPC เป็นเครื่องหมายที่แสดงว่าเครื่องมือชนิดนั้นๆ สามารถเชื่อมต่อและส่งข้อมูลการวัดเข้าคอมพิวเตอร์ได้ และถ้ามีการวางระบบการวัดของทุกๆส่วนงานผ่านระบบเน็ตเวิร์ค (LAN หรือ อินเตอร์เน็ต) จะทำให้เราสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ทันทีโดยผ่านโปรแกรม MeasurLink Real Time Plus ซึ่งสามารถแสดงผลเป็นตัวเลขหรือกราฟชนิดต่างๆ ได้ ทำให้หัวหน้างานหรือผู้จัดการฝ่ายควบคุมคุณภาพสามารถรับทราบถึงปัญหาการผลิตและเข้าไปจัดการแก้ไขปัญหาได้ในทันทีแม้จะยังไม่เกิดปัญหาขึ้นแต่ก็สามารถวางแผนเพื่อป้องกันล่วงหน้าได้ ส่งผลให้มีความสามารถในการสั่งการได้ตรงจุด และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี และเมื่อนำระบบปฏิบัติการนี้ไปเชื่อมต่อกับระบบงานบุคคล จะทำให้เราสามารถประเมินผลการทำงานของพนักงานแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีหลักฐานแสดงที่ชัดเจน ดังนั้นการประเมินผลงานก็จะมีความยุติธรรมและมุ่งเน้นผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากนำไปประยุกต์ใช้กับระบบโลจิสติกส์ ก็จะช่วยในด้านการจัดเก็บสินค้า วัสดุที่ต้องใช้ในการผลิต การจัดซื้อจัดหาที่เหมาะสมกับความสามารถในการผลิต รวมไปถึงสามารถวางแผนซ่อมบำรุงได้อย่างเหมาะสมกับลักษณะการใช้งานของเครื่องจักรและเครื่องมือวัด จากความสามารถที่ยอดเยี่ยมนี้จะทำให้ประสบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้นนั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ซึ่งจะเห็นแล้วว่าหากเรานำเทคนิคต่างๆ ในระบบของอุตสาหกรรม 4.0 ได้เต็มประสิทธิภาพ อีกไม่นานประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และเลื่อนระดับเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เราอาจได้เห็นรูปโฉมใหม่ของ “ไทยแลนด์ 4.0” ในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน

New call-to-action

ติดตามข่าวสารอุตสาหกรรมกับเรา

อัพเดทเทรนด์ เทคโนโลยีใหม่ ได้ตลอดเวลา